เบื้องหลังละครหมอนทองที่ TedX เจริญกรุง (ตอน 1/3)
เบื้องหลังความเป็นมาก่อนจะมาเป็นการแสดงในเวที TedX เจริญกรุง ปี 2025

เอิ๊กมาชวนให้กลับมาทำ TedX อีกปีหนึ่ง ปีนี้ความแตกต่างก็คือทำเพื่อให้เป็นอนุสรณ์ให้กับพี่นก ที่จากไปตั้งแต่ต้นปี 2025
เขาให้ผมจับคู่กับพี่ชิต แห่ง Chit Beer พี่ชิตเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการปลดแอกเบียร์ด้วยความฝันที่อยากเห็นคนไทยต้มเบียร์กินเอง หรือขายในแวดวงเล็ก ๆ โดยไม่ต้องตกเป็นทาสบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ทำให้การบริโภคเบียร์เป็นการถูกมัดมือชก ในการผูกขาดกรรมสิทธิ์ในน้ำสีอำพันในประเทศไทย พี่ชิตอาจจะไม่รู้ว่าการเริ่มต้นของเขาทำให้การต้มเบียร์ไม่ใช่กิจกรรมของเนิร์ดน้ำเมา แต่เป็นการลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย แม้กระทั่งสิทธิ์ในการ “เมา” ของประชาชน
ผมได้พบกับพี่ชิตเพื่อพูดคุยกันถึงหน้าตาของความร่วมมือครั้งนี้ ก็แน่นอนก็ต้องเป็นการพูดคุยกันที่ต้องมีอะไรจิบให้คล่องคอ เราจึงเจอกันที่ Chitbeer สาขาถ.แจ้งวัฒนะ พี่ชิตดูเผิน ๆ ก็คือผู้ชายผู้แข็งแกร่ง เป็นชายชาติทหาร แต่ความคิดที่มีอยู่ในหัวแก ไปไกลยิ่งกว่า Startup ต่างประเทศ ผมฟังพี่ชิตที่ยิ่งเบียร์เข้าปาก คำพูดพี่ชิตก็ยิ่งเซอเรียลขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงจุดที่ว่าหลุดโลกไปถึงดาวพฤหัสแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าพี่ชิตเป็นนักพูดที่เอาผู้ฟังอยู่ไม่ว่าจะเป็นเวทีใหญ่ หรือวงสนทนาเล็ก ๆ
ผู้ชายที่นั่งข้างหน้าผมตรงนี้ คือคนที่ทำตามความฝันของตัวเอง แต่แปลกที่ความฝันของเขาไม่ใช่การต้มเบียร์ แต่ความฝันของเขาคือการเปลี่ยนประเทศ ส่วนเบียร์เป็นแค่ฉากหน้า ที่เอาบัง operation ลับ ของพี่ชิตเอาไว้อย่างแนบเนียน
พี่ชิตบอกว่าทุกวันนี้คนไทยแตกแยกทางความคิดกันจนถึงจุดที่ว่าถ้าแยกประเทศได้ พวกเราคงแยกประเทศออกไปเป็นเสี่ยง ๆ เพราะเหมือนกับพวกเราไม่รักกัน ไม่เห็นตรงกันสักเรื่องไม่ว่าจะเรื่องไหนตั้งแต่ความเป็นชาติ ศาสนา และก็…. พี่ชิตบอกว่ามันคงไม่สนุกเท่าไรถ้าเราต้องขอวีซ่าเพื่อไปขึ้นดอยอินทนนท์ เพราะภาคเหนือแยกประเทศไปแล้วเป็นประเทศล้านนา ส่วนถ้าจะไปดูปะการังภาคใต้ ก็ต้องขอบัตรผ่านแดน เพื่อไปดำน้ำ ทั้งหมดนี้อาจจะดูเกิดจริง แต่ผมเชื่อว่าถ้าความแตกแยกในประเทศเราถึงขีดสุด เราจะยิ่งกว่าเป็นแบบ Brexit
พี่ชิตบอกว่าสิ่งที่จะทำให้คนไทยกลับมาร่วมแรงร่วมใจกันได้ ไม่ใช่การทำหนังสมเด็จพระนเรศวรมาอีกสิบภาค แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทำลายความแตกต่างระหว่างผู้คน และพี่ชิตไม่เห็นอะไรจะทำได้นอกจากเป็นเรื่องของกีฬา และกีฬาชนิดเดียวที่อยู่ในใจของคนไทยก็คือ
”ฟุตบอล”
พี่ชิตจึงประกาศกร้าวว่า “เอาบอลไทยไปบอลโลก ก่อนปี 25XX”
แค่นี้ผมสร่างเมาทันที พี่ชิตยังสติดีอยู่หรือเปล่าวะ เป็นจังหวะที่เอิ๊กหันกลับมาคุยกับผมพอดี
”เอิ๊กว่าพี่ฉั่วคงจะได้ไอเดียในการสร้างการแสดงแล้วใช่มั๊ยครับ”
”กูยังไม่ได้เอี้ยอะไรเลยว่ะเอิ๊ก” ในหัวมีแต่ความว่างเปล่าจริง ๆ ละครที่เกี่ยวกับเอาบอลไทยไปบอลโลก แค่นึกยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ว่าแล้วผมก็ขอตัวไปฉี่ เพราะเบียร์สองแก้วกำลังเตะไล่รุกอย่างหนักกับกระเพาะปัสสาวะ
ระหว่างที่ฉี่ก็มานึกเรื่องที่พี่ชิตพูดตอนแรก ๆ ที่ผมเข้ามาในร้านว่าพี่ฉั่วได้ดูฟุตบอลนักเรียนหมอนทองมั๊ย
ผมก็บอกว่าผ่าน ๆ ปกติผมไม่ใช่คนเตะบอลไม่ได้ติดตาม
แต่ไอ้เด็กหมอนทองมันก็กลายเป็นกระแสถล่มทลาย แทบจะทำให้สนามบอลแตกเลยนี่นา
หรือว่า…
ผมนึกออกทันทีรีบเดินกลับมาจากห้องน้ำแทบจะไม่มีเวลาล้างมือ
”ผมนึกออกแล้ว ผมจะทำเรื่องเด็กหมอนทอง!” เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครทำเรื่องพี่ชิตได้หรอก แต่ผมสามารถเล่าเรื่องความฝันพี่ชิตผ่านเรื่องของเด็กหมอนทองได้ (จบตอน 1)
