เบื้องหลังละครหมอนทองที่ TedX เจริญกรุง (ตอน 2/3)

การจัดละครหมอนทองที่ TedX เจริญกรุงเริ่มจากการค้นคว้าเรื่องราวของ อ.สกล ที่สร้างแรงบันดาลใจด้วย "รถขนฝัน" นำนักแสดงที่ไม่ใช่เด็กจริงมาแสดง โดยมีความท้าทายในการซ้อมและการแสดง แต่สามารถสร้างความประทับใจได้ในที่สุด
พอคิดออกแล้วว่าจะทำเรื่องเด็กหมอนทอง ก็หาข้อมูลพวกข่าว พวกการสัมภาษณ์ อ. สกล แล้วรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้เค้าเป็นผู้ชายที่โครตเท่ห์เลยอ่ะ คนอะไรคนให้รถดี ๆ มาใช้ ก็ไม่ใช้ก็เอารถหกล้อเก่า ๆ มาดัดแปลงทำเป็น “รถขนฝัน” ให้เด็กไปแข่งบอล นี่มัน content ทำหนัง ทำซีรีส์ ชั้นดีเลย ด้วยความที่ผมไม่ค่อยอินกับฟุตบอลเท่าไร แต่ก็เป็นคนที่เคยบ้าดูกีฬาบาสเก็ตบอลมาก มากจนพอเข้าใจว่าเวลาคนเราเชียร์ทีม ๆ หนึ่งอย่างสุดหัวใจมันรู้สึกอย่างไร
ตอนแรกผมอยากได้เด็กหมอนทองมาแสดงในงาน TedX แต่พอเช็คคิวแล้วเด็กคิวแน่นมาก เพราะเป็นกระแสติดโลกโซเชียลไปแล้ว อ่า งั้นไม่เป็นไรค่อยหาเด็กอะไรไม่รู้มาแสดงก็ได้ แต่แปลกมาเชื่อไหมคนที่มาแสดงให้ผมไม่ใช่เด็กสักคน อายุน้อยที่สุดก็คือ 29 แล้วดันอายุ 29 ทั้งสองคนด้วย แล้วทั้งคู่หน้าตาเหมือนเด็กมัธยม!!
คนแรกที่โชคร้ายโดยผมทาบทามคือเจ้ากาน ซึ่งเป็นสแตนอัพคอมมีเดียน สายด้นสด ซึ่งมันบอกว่ามันเล่นด้นสดกับฝรั่งมาเยอะ เออ ๆ ดี เพราะละครเราก็คงไม่มีบทเป็นเรื่องเป็นราว มึงมาช่วยด้นอีกคนก็คงดี สรุปไอ้กาน คนที่บอกว่าด้นสด พอมาแสดง กลับเป็นคนที่ต้องลุ้นมากที่สุด เพราะมัน “จำบทไม่ได้” 555 โลกแม่งค่อนย้อนแย้ง เป็นคนที่น่าเป็นห่วงที่สุด
เด็กอีกคนต้องอิมพอร์ตเด็กมาจากอ่างทอง ซึ่งแท้จริงเป็นเด็กนครสวรรค์ บ้านเกิดผม พอมันอ้าปากพูดนี่รู้เลยว่าคนคอนหวันแน่ ๆ เพราะเสียงเหน่ออย่าไม่อาจปิดบังกำพืดได้ เจ้านี้มาบอกผมว่า พี่เวลาที่นัดซ้อมกัน ผมไม่ได้เลย ผมได้วันนี้ ๆๆ เวลาที่มันบอกก็คือ 1 วันก่อนแสดง หรือวันซ้อมใหญ่นั่นเอง ผมก็เลยบอกกับตัวเองในใจว่า เออ มึงมา ๆ ถ้ามึงเล่นไม่ได้ กูให้มึงเดินผ่านเวทีไปแหละ ด้วยความที่บทมันเพิ่งลงตัว ผมก็ส่งบทให้เจ้า “นุก” บอกให้มันอัดวิดีโอมาให้ผมดูก่อน
นุกบอกว่าผมจะนอนแล้วพี่ขอพรุ่งนี้นะ พอถึงวันพรุ่งนี้ มันบอกว่าผมขอคืนนี้นะ ผมไม่ว่างเลย เราก็เอาปากกาแดงจะมาวงตัดแม่งออกแล้ว พอบ่ายกว่า ๆ มันส่งคลิปมาให้ นุกบอกทีหลังบอกว่า ต้องขับมอไซค์หนีออกจากที่ทำงานแล้วหาที่อัดวิดีโอกันข้างทาง ให้ชาวบ้านแตกตื่นกันไปว่าไอ้สองคนนี้มาทำอะไรของมัน ผมเปิดคลิปวิดีโออย่างไม่ค่อยอะไร ไอ้คนส่งบทให้ ก็มั่วบทที่ผมส่งไปให้ แต่พอมันอ้าปากคำแรก ผมก็ค่อยโล่งใจ
”ไอ้เชี่ย นี่มันพอเล่นได้”
เอาละเบาใจไปแล้ว กับไอ้เด็กสองคน
อีกตัวที่ต้องมีแน่ ๆ คือคนเล่นเป็น อ. สกล ซึ่งรูปร่างสูงท้วม ๆ มีหนวดนิดหน่อย มองไปไม่เห็นใครแล้วนอกจาก แมน extra สามวิ ระดับจักรวาล ผมทาบทามทันที แมนบอกผมไม่ได้ดูบอลนะพี่ และที่สำคัญผมไม่เคยเล่นละครเวที ผมรีบบอกไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่เทรนให้ เทรนมาหมดแล้วไม่ว่าใครก็เล่นได้ทั้งงั้นแหละถ้าพี่ฉั่วเทรน
พอได้แมนมา ต้องมีเมีย อ.สกล หรือใครก็ได้ที่เล่นเป็นผู้หญิง ยังนึกไม่ออกว่าจะเอาใคร พอได้ไปดูกลุ่มสะดุ้งไฟแสดงละครที่ BACC แน่นอนเลย เป็นใครไปไม่ได้ต้องเป็นไอ้ “นิ นนทบุเรี่ยน” คือ หนึ่งคือรู้ว่าเพิ่งกลับมากรุงเทพ และยังฟรีแลนซ์ และสองคือถ้าจะมี แสตนอัพคนไหน เอาตัวรอดจากละครเวทีได้ ก็ควรจะเป็นเจ้านินี่แหละ
พอรวมตัว The Incredibles ได้ ก็เริ่มซ้อมเลย ใช้กระบวนการผสมผสานตั้งแต่ Playback , TO แถมฝึก Voice Training ทำอันวันแรกเมื่อเนื้อตัวไปหมด วันแรกที่พบผมยังไม่รู้เลยนะว่าบทจะออกมายังไง แต่มีในใจนิดหน่อย พอวันที่สองลองให้เข้าบทกันดู ระหว่างแมน กัน นิ ก็พบว่า สองคนมาจากคนละโรงเรียนแอคติ้งเลยนี่หว่า
แมน มาจากโฆษณา มาจาก Extra
นิ มาจากแสตนอัพ ที่ชอบดูละครพีเรียด
ดูสองคนเล่น จึงเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ เหมือนดูแม่พลอย มาเล่นละครในหนังโฆษณาพี่ต่อ นิ ก็เป็นคนพูดจาปกติ แต่พอได้เล่นละครแล้วกลายเป็นละครพีเรียดไปเลย ดูซ้อมแล้วกูอยากจะหยิบหมากมาเคี้ยว ทั้งภาษาก็โบร้าน โบราณ คือมองเห็นนิ มึงต้องใส่สะไบ นุ่งกระโจงแล้วอ่ะ ส่วนพี่แมนก็หลุดออกมาจากหนังสั้น เท่ห์มาก เป็นผู้ชายที่แมนมาก สุภาพ คีบ look
ผลคือแค่ซีนแรก ก็ปวดหัวแล้วครับ 555 (มีต่อ)



