Malongdu Theatre
ผลงานการแสดงเกี่ยวกับเราติดต่อเรา
รายงาน: ‘แตกต่าง..เป็นบางเวลา’ ละครของผู้ถูกกดขี่ เวทีที่ผู้ชมกลายเป็นผู้แสดง

รายงาน: ‘แตกต่าง..เป็นบางเวลา’ ละครของผู้ถูกกดขี่ เวทีที่ผู้ชมกลายเป็นผู้แสดง

นลัทพร ไกรฤกษ์
04-11-2558
หน้าแรกข่าวรายงาน: ‘แตกต่าง..เป็นบางเวลา’ ละครของผู้ถูกกดขี่ เวทีที่ผู้ชมกลายเป็นผู้แสดง

สรุปโดย AI

ละคร "แตกต่าง...เป็นบางเวลา" นำเสนอประเด็นการกดขี่ต่อผู้มีความสามารถแตกต่าง ผ่าน 4 เรื่อง ได้แก่ กลุ่มคนที่นั่งวีลแชร์, คนตาบอด, ผู้มีสายตาเลือนราง และการกดขี่ในสถาบันการศึกษา ใช้กระบวนการละครแทรกสด (Forum Theatre) เพื่อให้ผู้ชมมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา โดยคณะละคร ‘มาร็องดู’ มุ่งหวังให้เกิดการตระหนักรู้และการเปลี่ยนแปลงในสังคม ฉั่ว ศรชัย ผู้จัดละครนี้ เน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมและการคิดแบบวิพากษ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและการเคลื่อนไหวทางสังคมให้มากขึ้น

Shares
facebook sharing button
messenger sharing button
twitter sharing button
line sharing button
sharethis sharing button
 

นลัทพร ไกรฤกษ์

 

“คนนั้นแตกต่างกันได้ แต่คนนั้นไม่ได้แตกต่างจากความเป็นคน” นี่คือคำบอกเล่าของหนึ่งในนักแสดง อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ เกี่ยวกับละครแทรกสด อวสานความเฉย ตอน “แตกต่าง...เป็นบางเวลา”

“แตกต่าง....เป็นบางเวลา” ละครซึ่งเสนอความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีความสามารถแตกต่าง (Differently Able) นำเสนอมุมมองของการกดขี่ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่นั่งวีลแชร์ คนตาบอด ผู้มีสายตาเลือนราง หรือแม้แต่ประเด็นการกดขี่อื่นๆ โดยนำเสนอทั้งสิ้น 4 เรื่องได้แก่

1. รักยกล้อ (กลุ่มคนนั่งวีลแชร์)

2. ปาร์ตี้...ที่ไม่ใช่ของเรา (กลุ่มคนตาบอด)

3. ระยะชัดที่วัดไม่ได้ (กลุ่มผู้มีสายตาเลือนราง)

4. อาจารย์ใหม่...ไฟแรงเฟร่อ! (การกดขี่ในสถาบันการศึกษา)        

ผ่านกระบวนการละครแทรกสด(Forum Theatre) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มละครของผู้ถูกกดขี่(Theater of the oppressed ) ในฐานะของเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

‘ละครของผู้ถูกกดขี่’ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1950 โดยออกุสโต โบอาล (Augusto Boal) นักการละครชาวบราซิลและเป็นที่แพร่หลายในช่วง ค.ศ.1960 ทั้งในบราซิลและยุโรป จุดเด่นของละครชนิดนี้คือผู้ชมจะมีส่วนเข้ามาเป็นผู้ร่วมแสดงด้วยในระหว่างที่ละครกำลังดำเนินเรื่อง โดยมีกรอบคิดของเนื้อเรื่องและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมและนักแสดงเป็นหลัก

กว่า 2 ปีแล้วที่คณะละคร ‘มาร็องดู‘โดย ‘ฉั่ว’ ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย นำเสนอผลงานด้วยกระบวนการนี้เป็นแห่งแรก มุ่งหวังให้เป็นละครเพื่อการเคลื่อนไหวของสังคม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เข้ามาเป็น ’ผู้แสดง’ แก้ไขประเด็นปัญหาที่นำเสนอในละคร ที่ผ่านมา ‘มาร็องดู’ มีผลงานการทำละครของผู้ถูกกดขี่มาแล้วไม่น้อย เช่น ปี พ.ศ. 2556 เรื่อง ’ขออาจารย์ก่อน’ ซึ่งนำเอาประเด็นการกดขี่ในสถานศึกษามาใช้ หรือการแสดงเล็กๆ ในชื่อ ‘วัตถุเหลวไหล’ เพื่อรณรงค์เรื่องการตระหนักรู้เกี่ยวกับการกดขี่และฉกฉวยผลประโยชน์จากชาวบ้านในนามของทุนนิยม รวมทั้งยังมีละครแฟลชม็อบของผู้พิการที่นำเสนอเกี่ยวกับความเท่าเทียมของระบบขนส่งมวลชน เช่น บีทีเอส ด้วยการสร้างสถานการณ์ “การต่อว่าคนพิการบนรถไฟฟ้า” เพื่อกระตุ้นให้คนตระหนักว่าทำไมควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับคนพิการในพื้นที่สาธารณะ

เสน่ห์ของละครเรื่องนี้ที่ต่างจากละครเวทีเรื่องอื่นๆ เพราะการเปิดกว้างให้ผู้แสดงที่มีความหลากหลายทั้งพิการและไม่พิการเข้ามาร่วมเล่น และยังให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วม ขบคิด ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคม โดยนำเสนอประเด็นใกล้ตัวที่ทุกคนมองข้าม เน้นการคิดแบบวิพากษ์ (Critical thinking) และเชื้อเชิญให้ทุกคนขึ้นมาเป็นผู้ปฎิบัติ  

“สังคมไทยต้องการ Actor ไม่ใช่ Watcher เราขาดคนทำ”ฉั่วกล่าว 


ศรชัย / ฉั่ว

ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย (ฉั่ว) – ผู้จัด เริ่มสนใจในเรื่องละคร การเมืองและการขับเคลื่อนสังคมตั้งแต่เรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาพบว่าหนังสือที่เขาสนใจแทบทั้งหมดจะอยู่ในห้องสมุดรัฐศาสตร์และเมื่อใดที่เขาหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและการละครก็จะเจอคำหนึ่งเสมอ นั่นคือ ‘ละครของผู้ถูกกดขี่’

ฉั่วเดินทางไกลถึงอินเดียเพื่อศึกษาละครชนิดนี้อย่างจริงจัง ด้วยความสนใจว่าละครทำงานอย่างไรในการขับเคลื่อนสังคม ฉั่วเล่าว่าละครของผู้ถูกกดขี่มีการนำเสนอหลายๆ รูปแบบ แต่เขาได้หยิบยกเครื่องมือของการมีส่วนร่วมของผู้ชมหรือที่เรียกว่า ละครแทรกสด ที่ต้องการการแก้ปัญหาจากผู้ชมและเน้นการคิดแบบวิพากษ์ เชื้อเชิญให้คนลุกขึ้นมาทำ ไม่เน้นสั่งสอนผู้ชม เพราะละครของผู้ถูกกดขี่เชื่อว่าไม่สามารถเอาความรู้ไปใส่ให้ใครได้ แต่ควรจะสร้างให้เกิดการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าละครส่วนใหญ่ในไทยเน้นสะท้อนสังคมและมีไว้เพียงเพื่อนั่งดูเท่านั้น

เมื่อถามถึงความแตกต่างของการทำงานที่อินเดียและไทย ฉั่วให้ความเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก คนอินเดียค่อนข้างคุ้นเคยกับการถูกกดขี่เพราะเขาถูกกดขี่มาหลายรูปแบบ เขามีวัฒนธรรมการคุย การถกเถียง เขาไม่ลังเลที่จะขึ้นมาร่วมแก้ปัญหา กลับกันคนไทยที่ถูกมองภาพว่าไม่กล้าแสดงออก แต่เมื่อมีละครลักษณะนี้กลับพบว่าไม่เคยขาดคนเข้าร่วม เผลอๆ ยังแย่งกันเข้าร่วม

“ทุกคนควรจะได้เรียนรู้และไม่ควรพาตัวเองไปอยู่ในห้องปิดไฟมืดๆ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสังคมปัจจุบันที่ไร้สิทธ์และเสียง”ฉั่วแลกเปลี่ยน

ฉั่วมองว่าการกดขี่นั้นแฝงตัวในทุกรูปแบบสังคม แต่เห็นเด่นชัดในแง่มุมความพิการและเมื่อได้มีโอกาสรู้จักผู้พิการ ฉั่วจึงหยิบยกความพิการมานำเสนอในประเด็นเรื่องใกล้ตัว เช่น เรื่องความรัก เรื่องครอบครัว ซึ่งเป็นมุมมองง่ายๆ ธรรมดาๆ ไม่มีใครสนใจ แต่มีความละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและไม่สามารถสื่อสารออกมาด้วยสื่ออื่นๆ ได้ เขายกตัวอย่างเทียบกับการทำหนังสั้นว่า หนังสั้นมักจะมีการเจือจางปัญหา ทั้งยังต้องสอดแทรกไปด้วยสุนทรียะและความสวยงาม จนในที่สุดเราก็จะได้เห็นผลลัพธ์ที่ ‘เติมน้ำลงไปแล้ว’ ทั้งที่ในความเป็นจริง ถ้าเราลองขาหัก นั่งวีลแชร์ โลกก็คงจะไม่สวยงามแบบนั้น

“ถ้าเอาปัญหาไปซุกใต้พรม การเปลี่ยนแปลงมันก็จะเกิดขึ้นไม่ได้”ฉั่วกล่าว

เมื่อถามถึงประสบการณ์ในการทำงานครั้งนี้ ฉั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสว่า เขามีความสุขมากในการทำงานครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับ ‘อรรถ’ ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจอะไรเร็ว มีทัศคติที่ดีต่อชีวิตและไม่เคยรู้สึกขัดเขินรวมทั้งตัวอรรถก็เข้ากับคนอื่นๆ ได้ดี ขณะที่ ‘เก่ง’ เป็นนักฟังที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และการจับประเด็นที่ดีมาก

“บางครั้งแม้จะรู้สึกว่าเก่งเขาไม่ได้ฟัง แต่จริงๆแล้วเค้าฟังอยู่(หัวเราะ) ส่วนออมเค้าเป็นชายหนุ่ม ชอบทำให้คนหัวเราะ แทบไม่รู้สึกเลยว่าเค้าแตกต่างจากเราตรงไหน” ฉั่วกล่าว

ฉั่วมองว่าสำหรับละครเรื่องนี้ตัวเขาเป็นแค่นักการละครที่รู้กระบวนการ ไม่ได้มีความรู้ใน “เนื้อ” ซึ่งนั่นหมายถึงเขาเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นผู้ช่วยของผู้ที่ถูกกดขี่

“ตัวผมไม่ได้ไปกำกับว่าเขาต้องพูดอะไร ตราบใดที่ยังมีผู้ถูกกดขี่ที่ต้องการจะพูดและเขาอยากพูดผ่านละคร ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จะช่วยเขา” ฉั่วกล่าว

“คณะละครชื่อมาร็องดู ก็บอกอยู่ว่า มา’ลอง’ดู คำว่าลองคือ let’s try ไม่ใช่การมองดูเฉยๆ” ฉั่วกล่าวทิ้งท้าย


รณภัฏ / ออม

รณภัฎ วงศ์ภา (ออม) – นักแสดง  พระเอกหนุ่มจากเรื่องรักยกล้อ เป็นเจ้าของประสบการณ์การถูกกดขี่ที่สื่อนัยยะเกี่ยวกับความรัก ออมเป็นชายหนุ่มที่มีความสดใสและมักจะทำให้คนรอบข้างยิ้มได้เสมอ เขาเล่าว่าเขาไม่มีความรู้เรื่องละครของผู้ถูกกดขี่มาก่อนแต่มีความสนใจและอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในสังคมจึงตัดสินใจเข้าร่วมเวิร์คชอบ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในละครนี้

ความมุ่งหวังของเขา เขาอยากให้ละครนี้ชวนขบคิดเรื่องสถาบันครอบครัว การกดขี่ที่เกี่ยวกับเรื่องความรัก เรื่องราวของชายหนุ่มที่ผิดหวังจากความรักเพียงเพราะเขานั่งวีลแชร์ จึงถูกกีดกันจากครอบครัว เขาจึงต้องการให้สังคมเห็นว่าความพิการไม่ใช่อุปสรรคในเรื่องความรัก ทั้งยังสามารถใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมและอยากให้สังคมเปิดโอกาสในส่วนนี้มากขึ้น

ออมกล่าวถึงความท้าทายของการเล่นละครว่า มีความท้าทายตรงที่เป็นละครแทรกสด นักแสดงจึงต้องเตรียมตัวอย่างดีและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้ชมและยังต้องจัดการกับความตื่นเต้นของตัวเองอีกด้วย การเข้าร่วมงานละครในครั้งนี้ได้เปลี่ยนภาพความคิดเกี่ยวกับละครเวทีแบบเก่าๆ ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง 

“การเล่นละครครั้งแรกมันตื่นเต้น ชอบหลุดขำ ยิ่งบทของผมมีบทที่เป็นแฟนกันและไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บางทีมันจะเกร็งๆ” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ


วิปัศยา / โอมเพี้ยง

วิปัศยา อยู่พูล (โอมเพี้ยง) – นักแสดง สาวหน้าใสมากความสามารถ เธอมีความสามารถทั้งร้องเพลง เขียนคำร้องเพลงละคร แทบจะเรียกได้ว่าชีวิตของเธอนั้นค่อนข้างคุ้นเคยกับละคร เธอเข้าร่วมละครเวทีครั้งนี้ตามคำชักชวนของฉั่ว นอกจากนั้นเธอยังรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยของฉั่วในการติดต่อประสานงานภายในคณะละครและเทศกาลละครด้วย

เธอเล่าว่า เธอนั้นมีเพื่อนที่เป็นผู้พิการทางสายตา แต่เมื่อได้เข้ามาร่วมงานกับมาร็องดู เธอกลับได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป คือ ความใกล้ชิดและการแลกเปลี่ยนทางความคิด  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสะท้อนให้เธอเข้าใจถึงโลกของคนพิการมากขึ้น

เธอเล่าถึงประเด็นของการกดขี่ในหลายๆ มิติที่เกิดขึ้นว่าเพราะมีอำนาจเหนือ ซึ่งอาจจะมาจาก เพศ เพศสภาพ อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาและความแตกต่าง ผนวกเข้ากับระบบสนับสนุน จึงทำให้เกิดการกดขี่ การกดขี่นั้นมีทุกที่ ทุกเวลา ขึ้นกับเราว่าจะมองเห็นมันหรือไม่

นอกจากนี้เธอยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับด้วยน้ำเสียงมีความสุขว่า เธอเป็นคนบ้าการเรียนรู้ สิ่งดีๆ ที่ได้รับคือการได้เรียนรู้ทั้งหน้าที่จัดการและการละคร ได้เจอแบบฝึกหัดและได้แก้ ได้ทำงานกับคนที่มีความแตกต่างและเรียนรู้ที่จะแสดงร่วมกัน

”วันก่อนเราซ้อมกับคนตาบอด...เวลาซ้อมเขาไม่รู้ว่าเราอยู่ทางไหนและไม่ได้หันมาทางเรา เหมือนเราก็ต้องพยายามมากขึ้น ว่าเราควรจะบอกเขายังไง ใช้เสียงยังไง ” เธอกล่าว

“ถ้าใครสนใจ มีหนทางในการสนับสนุนละครเรื่องนี้ด้วย โดยสามารถติดตามและสั่งจองของที่ระลึก เสื้อและสมุด ผ่านทางเฟซบุ๊กได้ เนื่องจากการทำละครครั้งนี้มีค่าใช่จ่ายในการเดินทางค่อนข้างสูง เลยต้องมีการระดมทุนนิดนึง” โอมเพี้ยงกล่าวพร้อมหัวเราะ


ณรงค์ศิลป์ / เก่ง

ณรงค์ศิลป์ ล้านศรี (เก่ง) – ผู้ร่วมไอเดีย หนุ่มสุขุมหัวหน้าฝ่ายสื่อทีมGen-V for disability เริ่มจากการเข้าร่วมโครงการนักขับเคลื่อนสังคมจากรากฐานรุ่นที่1 จึงได้มีโอกาสรู้จักกับฉั่วและได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของละครนี้

เก่งเล่าว่า สำหรับเขาความน่าสนใจของละครนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของผู้ถูกกดขี่ โดยเมื่อเรื่องมีการดำเนินไปจนถึงจุดที่ตัวละครในเรื่องไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คนดูจะเป็นผู้เข้ามาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งนอกจากจะเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้คนดูแล้ว ตัวเขาก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ปลุกพลังในตัวเอง สร้างความเชื่อมั่นในตัวเองและเชื่อว่าพลังเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมได้

“พอได้เห็นพลังของหนุ่มสาว ที่พร้อมจะผลักดันสังคมและเรียนรู้เกี่ยวกับความพิการ ผมก็ประทับใจ รวมทั้งมีความสุขที่เห็นคนพิการมาเล่นละคร ยิ่งถ้ามีบทที่เอื้อ ก็ยิ่งอยากจะสนับสนุน”เก่งเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

ความมุ่งหวังของเก่งคือการช่วยปลุกกระแสใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนภาพลักษณ์ในพื้นที่สื่อต่างๆ ที่มักเสนอว่าความพิการเป็นบทลงโทษของความชั่วในละคร เพื่อให้สังคมมองผู้พิการอย่างเท่าเทียมและลบล้างภาพจำเดิมๆออกไป เขาเสริมอีกว่า ในทุกวันนี้สังคมไม่ได้รังเกียจผู้พิการ แต่มักจะมีภาพของความสงสารเช่น ความคิดว่าความพิการเป็นกรรมเก่า ทำให้หลายๆครั้ง คนพิการต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม จำนนต่อชีวิตชดใช้กรรมและไม่มีพลังลุกขึ้นมาต่อสู้กับชีวิตหรือมุมมองการกดทับเช่น การให้เงินหรือให้แซงคิว ซึ่งมุมมองแบบนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานอื่นๆ เช่น การสมัครงาน สังคมก็จะมองไม่เห็นศักยภาพที่แท้จริงโดยมักจะมองว่าผู้พิการคือคนป่วยที่ต้องอยู่บ้านเท่านั้น


อรรถพล / อรรถ

อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ (อรรถ)- ที่ปรึกษาโครงการ  หนุ่มอารมณ์ดีผู้เป็นที่ปรึกษาให้กับละครเรื่องนี้ โดยเขาได้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเพราะทราบว่าฉั่วสนใจในประเด็นของผู้พิการและเห็นว่า ชื่อของ’ละครของผู้ถูกกดขี่’นั้นมีความน่าสนใจมาก

อรรถเล่าว่า ละครเรื่องนี้สะท้อนมุมมองผู้ที่ถูกกดขี่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเขาตรงที่สภาพร่างกายมีความแตกต่างจากคนอื่นๆ จึงมักโดนกดทับในด้านต่างๆ อยู่เสมอ รวมทั้งในวงการละครของไทย ส่วนใหญ่ยังไม่เปิดกว้างสำหรับคนที่หลากหลาย ละครนี้จึงนับว่าเป็นละครแรกๆ ที่เปิดกว้างมากเรื่องความหลากหลาย 

ความคาดหวังของอรรถคือการเข้าไปมีส่วนร่วมในสังคมของคนพิการและการตระหนักรู้ของคนในสังคมที่มากขึ้น เขากล่าวว่า การเข้าไปมีส่วนร่วมในละครเรื่องนี้ ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ของเขา เป็นการสร้างพลังให้กับตัวเอง

อรรถทิ้งท้ายว่า ถ้าอยากจะมาเรียนรู้มุมมองอะไรที่มันแตกต่างจากเดิม ก็เชิญให้มาดูและขบคิด เพราะบางทีความแตกต่างนั้นมันอาจจะไม่แตกต่าง เพียงแค่เราต้องมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

คณะละครมาร็องดูจะจัดแสดงสด ละคร‘อวสานความเฉย’ ตอน  ”แตกต่าง....เป็นบางเวลา”ทั้งสิ้น 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-15 พฤศจิกายน 2558 ในเทศกาลละครกรุงเทพฯ2558 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(BACC)

อังคารที่ 10 พ.ย.รอบ19.00 น.

พุธที่ 11 พ.ย. รอบ19.00 น.

พฤหัสที่ 12 พ.ย. รอบ 19.00 น.

ศุกร์ที่ 13 พ.ย.รอบ 19:00 น.

เสาร์ที่ 14- อาทิตย์ที่ 15 พ.ย. รอบ 13:00 น. และ 15:00 น. (เสาร์อาทิตย์มีสองรอบ)

จองบัตร (ไม่เสียค่าเข้าชม) และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/malongdu

 

ขอบคุณรูปภาพจากเพจ Malongdu Theatre และศรชัย ฉัตรวิริยะชัย

อ้างอิงข้อมูลจาก

 http://www.scribd.com/doc/35205258/Forum-Theatre-in-Thailand-Thesis-Paper#scribd

http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view.php?strquery=market205.htm

 

  • รายงานพิเศษ
  • สิทธิมนุษยชน
  • วัฒนธรรม
  • คนพิการ
  • มาร็องดู
  • ละครผู้ถูกกดขี่
  • ละครเวที
  • แตกต่างเป็นบางเวลา
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
(รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
Facebook X/Twitter Instagram YouTube TikTok
สั่งซื้อสินค้าประชาไท
ได้ที่ร้านค้าประชาไท Prachatai Store
https://shop.prachataistore.net
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ห้องน้ำ คนพิการ ความชรา : ปัญหาใต้เงาสงครามชายแดน
23 ธันวาคม 2568
พม. จับมือเครือข่าย เปิดเวทีช่วยคนพิการ ลดความเสี่ยงถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว
20 ธันวาคม 2568
พม.ปรับเกณฑ์ประเมินความพิการรูปแบบใหม่ เน้นคนพิการเข้าถึงสิทธิมากขึ้น มีผลบังคับใช้แล้ว
16 ธันวาคม 2568
พบยังขาดการติดตามเส้นทางการเงิน โควต้าสลากฯ ผู้พิการ
16 พฤศจิกายน 2568
สิทธิประโยชน์ 'ฟื้นฟูสมรรถภาพฯ' บัตรทองปี 67 ดูแล 'ผู้ป่วย–คนพิการ' 5.46 ล้านคน
16 พฤศจิกายน 2568
พบการจัดสรรสลากกินแบ่งไม่ถึงมือผู้พิการจริง เรียกร้องตรวจสัญญาใหม่ ไม่เอาเปรียบกลุ่มเปราะบาง
11 พฤศจิกายน 2568
สารคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนื่องใน 'วันคนพิการแห่งชาติ' ปี 2568
8 พฤศจิกายน 2568
กลุ่มคนพิการร้องเรียนดีเอสไอถูกสวมสิทธิโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล
4 พฤศจิกายน 2568
อ่านบทความฉบับเต็มบนเว็บไซต์ต้นฉบับ

Malongdu Theatre

คณะละครขับเคลื่อนสังคม มาร็องดู
คณะละครของผู้ถูกกดขี่คณะแรกของประเทศไทย

ลิงค์ด่วน

  • ผลงานการแสดง
  • การอบรม
  • ซ้อมเปิดสาธารณะ
  • แหล่งข้อมูล
  • บล็อก
  • ในข่าว
  • ชุมชน
  • ระดมทุน
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา

โซเชียลมีเดีย

  • Podcast (Spotify)

© 2026 Malongdu Theatre (คณะละครขับเคลื่อนสังคม มาร็องดู). ละครเป็นอาวุธเพื่อสันติภาพและความยุติธรรม

สังคมเลวเพราะคนเฉย - Indifference breeds Oppression